ดื่มกาแฟ อย่างไร ให้ได้ประโยชน์ และดีต่อสุขภาพ

ดื่มกาแฟ เป็นสิ่งที่หลายคนชื่นชอบ บางครั้งถึงกับขาดไม่ได้ต้องดื่มเป็นประจำทุกวัน เพราะการดื่มกาแฟนั้น นอกจากจะช่วยให้ตื่นตัวแล้ว ยังช่วยให้ร่างกายคลายความเหนื่อยล้า รวมไปถึงทำให้มีสมาธิมากขึ้น หลายคนจึงมักดื่มกาแฟทุกเช้า หรือในช่วงบ่ายๆ ที่ร่างกายรู้สึกอ่อนเพลีย ง่วงนอนเพื่อเป็นการกระตุ้นตัวเองด้วย อีกทั้งการดื่มกาแฟยังมีประโยชน์ในทางการแพทย์ในเรื่องของการรักษาและบรรเทาอาการต่างๆ ได้ แต่ข้อเสียของกาแฟก็มีไม่ต่างกัน ในกาแฟยังมีสารคาเฟอีนที่ส่งผลอันตรายต่อคนบางกลุ่ม หรือถ้าหากดื่มมากเกินไปก็อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายได้เช่นกัน ดังนั้น จะดื่มกาแฟอย่างไรให้ดีต่อร่างกาย และดีต่อใจด้วย ทำได้ง่ายๆ ดังนี้ ดื่มกาแฟ ให้ได้ประโยชน์ ทำได้ดังนี้             1. ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการดื่มกาแฟมากที่สุด คือ ช่วง 9 โมงครึ่งถึงก่อนเที่ยง เพราะเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายตื่นตัวมากที่สุด เพราะฮอร์โมนของร่างกายที่ชื่อว่า “คอร์ติซอล” เป็นฮอร์โมนทำให้ร่างกายตื่นตัว จะผลิตออกมาในช่วง 8-9 โมง และ เที่ยงถึงบ่ายโมงเศษ และช่วงหลังเลิกงาน 5 โมงถึงทุ่มครึ่ง ในช่วงเวลาดังกล่าวจึงไม่ควรดื่มกาแฟ เพราะอาจจะทำให้ฤทธิ์ของกาแฟทำงานซ้ำซ้อนกันกับฮอร์โมนดังกล่าว             2. คาเฟอีนในกาแฟ เมื่อดื่มเข้าไป ร่างกายจะทำให้มีกระบวนการขับคาเฟอีนออก ส่งผลให้ปัสสาวะบ่อย ร่างกายก็จะสูญเสียน้ำ การดื่มน้ำเปล่าตามหลังจากดื่มกาแฟ จะช่วยทดแทนการสูญเสียน้ำในร่างกายได้             …

ภาวะ หัวใจวาย มีสัญญาณเตือนอะไรบ้าง

หัวใจวาย หรือกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน เกิดจากภาวะหัวใจทำงานผิดปกติ หัวใจไม่ดี การทำงานสูบฉีดเลือดไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หลอดเลือดหัวใจตีบ ซึ่งในระยะเริ่มแรกสามารถสังเกตอาการต่างๆได้ และรักษาได้ทัน แต่หากปล่อยไว้ ก็จะเป็นอันตรายและเสียชีวิตฉับพลันเช่นกัน ดังนั้นสัญญาณเตือนต่างๆที่ควรจะเรียนรู้ไว้ดังนี้ ภาวะ หัวใจวาย มีสัญญาณเตือนที่ควรรู้ มีความอ่อนเพลียผิดปกติ ก็คือมีความอ่อนเพลีย ติดต่อกันหลายๆวันขึ้นไป และมีอาการที่เย่ลงเรื่อยๆทุกวันๆ อาการอ่อนเพลียเกิดจากภาวะไหลเวียนเลือดไม่ดี การส่งต่อออกซิเจนจึงผิดปกติ ระบบหัวใจบีบตัวผิกดปกติ มีอาการเจ็บและจุกแน่นหน้าอก เจ็บจุกแบบเหมือนมีอะไรมากดทับที่หน้าอก และจะเกิดอย่างฉับพลัน และปวดอย่างรุนแรงซึ่งเกิดจากภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด มีอาการหายใจถี่ขึ้นกว่าปกติ หรือหายใจเข้าออกมากกว่า 20 ครั้งต่อ 1 นาที เหมือนคนหอบ และถ้ายิ่งออกซิเจนไม่พอ ยิ่งหายใจถี่และเร็วขึ้นๆ ซึ่งอาจจะมีภาวะหัวใจวาย มีความอึดอัดแน่นบริเวณคอร้าวไปถึงขากรรไกร มักพบในผู้ป่วยโรคเบาหวานและเป็นมายาวนานมากๆ ในโรคอื่นๆจะไม่ค่อยพบ เวียนศรีษะ และมีเหงื่อออกมากกว่าปกติ อาจจะมีอาการใจสั่นร่วมด้วย มือและเท้าเย็นแต่มีเหงื่อออกมาก เกิดจากการแลกเปลี่ยนออกซิเจนผิดปกติ ซึ่งอาจจะมีภาวะหัวใจวายได้ ภาวะการนอนราบไม่ได้ ต้องนอนหนุนหมอนตั้งแต่สองใบขึ้นไป หรือในอาการที่รุนแรงมากๆถึงกับต้องนั่งหลับเลยทีเดียว เกิดจากผู้ที่มีภาวะน้ำท่วมปอด และมีเสมหะ น้ำลายเป็นฟองสีชมพู ถ้าหากพยายามที่จะนอนราบก็จะมีอาการไอ มีอาการแขนและขาบวมน้ำ เกิดจากระบบไหลเวียนผิดปกติ ไม่สามารถขับน้ำออกจากร่างกายได้ …

สุขภาพดีด้วย บร็อคโคลี่ ยังช่วยป้องกันโรคต่างๆได้อีกด้วย

บร็อคโคลี่ ( Broccoli)  เป็นผักสีเขียวที่หาซื้อง่าย  มีให้ทานกันได้ตลอดทั้งปี  นิยมนำมาทำเป็นเมนูอาหารแสนอร่อยมากมาย เช่น  ซุปบร็อคโคลี่ดีท็อกซ์    หมูผัดบร็อคโคลี่    บร็อคโคลี่อบชีส แกงจืดบร็อคโคลี่หมูสับ ผัดบร็อคโคลี่น้ำมันหอยกุ้งสด   สลัดบร็อคโคลี่กุ้ง   ฯลฯ  แค่เห็นชื่อเมนูก็เรียกน้ำย่อยแล้วใช่มั้ยล่ะคะ   แค่นั้นยังไม่พอ! บร็อคโคลี่ที่คุณชอบทานนี้   นอกจากจะอร่อยแล้วยังมีประโยชน์ในด้านการบำรุงร่างกายให้แข็งแรง   ทั้งยังช่วยป้องกันโรคต่างๆได้อีกด้วย   อยากทราบกันแล้วใช่มั้ยคะว่าบร็อคโคลี่มีประโยชน์ต่อสุขภาพของคุณอย่างไร   ตามมาดูกันเลยค่ะ … บร็อคโคลี่ นอกจากจะอร่อยแล้วยังมีประโยชน์ในด้านการบำรุงร่างกายให้แข็งแรง                 ประโยชน์ของบร็อคโคลี่ มีสารต้านอนุมูลอิสระ  ซึ่งมีส่วนช่วยชะลอการเสื่อมสภาพของเซลล์ผิว  ทำให้ผิวคงความอ่อนเยาว์  ต่อต้านริ้วรอยก่อนวัย  ลดการเสื่อมสภาพของเซลล์ผิว ฯลฯ มีลูทีนและซีแซนทีน  เป็นสารที่ช่วยในการบำรุงสายตา  ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคทางสายตาต่างๆได้ดี มีวิตามินซี  นอกจากช่วยให้มีสุขภาพดีแล้ว  บร็อคโคลี่ยังช่วยปรับผิวของคุณให้แลดูขาวกระจ่างใสทั่วเรือนร่าง ช่วยระบบขับถ่าย  เนื่องจากในบร็อคโคลี่มีเส้นใยที่ช่วยระบบการทำงานของลำไส้และระบบขับถ่ายให้ดีขึ้น  ช่วยขับสารพิษในร่างกาย เนื่องจากมีสารที่ชื่อ  ซัลเฟอร์ราเฟน ( Sulforaphane )อยู่มาก  ช่วยให้ตับ ย่อยสลายสารพิษในร่างกายได้ดีขึ้น  แนะนำว่าให้คุณทานบร็อคโคลี่แบบสดนะคะ  เนื่องจากสารชนิดนี้หากผ่านความร้อนแล้วจะทำให้ประโยชน์ของสารนั้นจะหายไปค่ะ ป้องกันการเกิดโรคหัวใจล้มเหลว  พบสารที่ชื่อว่า  ฟลาโวนอยด์  ( Flavonoid )  สารชนิดนี้มีคุณสมบัติช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจล้มเหลวได้  ช่วยให้เลือดไหลเวียนดี …

กลัว สมองเสื่อม ต้องทำอย่างไรไม่ให้สมองขาดเลือด

โรค สมองเสื่อม เกิดจากที่ สมองมีเลือดขึ้นไปเลี้ยงสมองได้ไม่เพียงพอ เกิดภาวะสมองขาดเลือด ดังนั้นควรจะทำอย่างไรเพื่อลดอัตราการเสี่ยงสมองขาดเลือด มาดูวิธีช่วยให้เลือดขึ้นไปเลี้ยงสมองได้อย่างเต็มที่ ดื่มน้ำให้เพียงพอต่อกระบวนการในร่างกาย หากดื่มน้ำน้อยจะทำให้เลือดข้น ซึ่งจะทำให้เลือดไม่สามารถพาออกชิเจนไปเลี้ยงสมองได้ เป็นสาเหตุทำให้สมองขาดเลือด และลดภาวะลิ่มเลือดอุดตันได้ และน้ำที่ควรจะดื่มเฉลี่ยต่อคนต่อวัน 2000 ซีซี ทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ โดยเฉพาะอาหารเช้า และควรจะทานให้ครบ 5 หมู่ เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายมีความสดชื่น พร้อมรับการทำงานในแต่ละวัน ลดอาหารหวานให้น้อยลง หรือควบคุมน้ำตาลในคนที่เป็นโรคเบาหวาน ซึ่งมีความสำคัญเป็นอย่างมาก มีผลต่อเส้นเลือดทำงานได้ไม่เต็มที่ผนังหลอดเลือดไม่ยืดหยุ่นทำให้มีความเสี่ยงสมองขาดเลือด ลดอาหารเค็ม เพื่อควบคุมความดัน โดยความดันปกติของคนเราจะอยุ่ที่ 120/80 และควรกินเกลือไม่เกิน 1500 มิลลิกรัม ถ้าหากยังปล่อยให้ความดันสูงมากๆ จะส่งผลให้เส้นเลือดในสมองตีบ และอาจจะแตกได้ ถึงกับต้องเสียชีวิตได้เลย ลดอาหารที่มีไขมันสูง เพราะไขมันจะไปอุดตันตามหลอดเลือดในร่างกายต่างๆซึ่งมีผลให้ หลอดเลือดตีบ เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ ไปเลี้ยงหัวใจไม่ได้ ออกกำลังกาย เพื่อให้เลือดขึ้นไปเลี้ยงสมองได้คล่องแคล่ว โดยออกกำลังอย่างน้อยวันละ 30 นาที และออกกำลังกายสัปดาห์ละ 3-5 วัน การออกกำลังกายไม่ต้องถึงขนาดหนักมาก ออกแค่ให้รู้สึกว่าหอบเหนื่อย มีเหงื่อซึมก็เพียงพอ นอนหลับให้เพียงพอ เพราะการนอนจะเพิ่มประสิทธิภาพของร่างกาย …

สุขภาพ-วิธีบำรุงสายตา ต้องกินอะไรดี

วิธีบำรุงสายตา หลายๆคนที่ต้องการจะบำรุงสายตาให้มีสุขภาพตาที่ดี ตาสวยมีแววตาของคนที่สุขภาพดี และยืดอายุการทำงานทางสายตาให้นานและให้มีคุณภาพ หรือสำหรับคนที่ต้องการจะบำรุงสายตาเพื่อไม่ต้องการให้สายตาสั้น หรือยาว ก็สามารถจะหาอาหารเหล่านี้มารับประทานกันได้ ราคาไม่แพง แถมมีประโยชน์มากมายด้วย วิธีบำรุงสายตา ต้องกินอะไรดี แครอท(Carrot)  แครอทถือเป็นผักที่จะช่วยบำรุงสายตาเพราะมีสารเบต้าแคโรทีนที่ร่างกายต้องการ ซึ่งจะช่วยบำรุงและยืดอายุสายตาของเราให้ทำงานได้ปกติไปอีกนาน และยังมีส่วนช่วยรักษาโรคตาฟาง และต้อกระจก อีกทั้งยังมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยให้ไม่แก่เกินวัย ผักคะน้า (Chinese Kale) ผักคะน้ามีสารเบต้าแคโรทีน และยังมีวิตามินเอ ที่มีประโยชน์ต่อการบำรุงสายตา การมองเห็น ระบบประสาทการมองเห็น และยังลดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคต้อกระจกได้ เนื่องจากในผักคะน้ายังมีสารลูทีน อีกด้วย ฟักทอง (Pumpkin) ฟักทองมีทั้งวิตามิน และก็มีแร่ธาตุ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย อย่างเช่น วิตามินเอจะบำรุงสายตาช่วยให้สามารถมองเห็นในที่มืดได้ดียิ่งขึ้น สารต้านอนุมูลอิสระต่างๆจะชะลอให้ดวงตาเสื่อมได้ช้าลง และยังป้องกันโรคจอประสาทตาเสื่อม โรคต้อกระจก และเพิ่มการมองเห็นได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย บิลเบอรี่ (Bilberry)  บิลเบอรี่เป็นสารสกัดที่ถือได้ว่าเป็นสุดยอดแห่งการบำรุงสายตาเลย ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันโรคเกี่ยวกับตา ดวงตาอ่อนล้าจากการทำงาน เพิ่มประสิทธิภาพในการมองเห็น และยังถนอมดวงตา บำรุงสายตาให้แข็งแรง ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระบางชนิดที่ป้องกันโรคต่างๆที่มีผลต่อจอประสาทตา และเพิ่มคอลลาเจนให้กับตาอีกด้วย ทั้งหมดที่กล่าวมานั้น ยังมีผักและผลไม้ชนิดอื่นๆมากมายที่มีประโยชน์บำรุงสายตาได้ดีพอๆกัน ซึ่งสามารถจะหามารับประทานกันได้ เพราะดวงตาเป็นอวัยวะสำคัญที่ใช้ในการมองเห็น จึงควรให้ความสำคัญและการดูแลอย่างถูกวิธี หาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากเว็บ สุขภาพดี …

การนั่งสมาธิ เป็นประจำช่วยทำชีวิตแจ่มใส

การนั่งสมาธิ สำหรับเด็กวัยรุ่นยุคใหม่ที่ในปัจจุบันมีกิจกรรมมากมายให้เลือกทำ ไม่ว่าจะก้มหน้าก้มตาเล่นเกมในโทรศัพท์มือถือ หรือการออกกำลังกายกับกีฬาต่างๆ มากมาย อาจจะมองไปว่ากิจกรรมการนั่งสมาธินั้นเป็นเรื่องของพระผู้บวชเรียนเท่านั้น หากแต่ในความจริงแล้วการนั่งสมาธินั้นเป็นสิ่งที่คนทุกเพศทุกวัย และทุกสาขาอาชีพสามารถนำไปปฏิบัติได้ ซึ่งมีส่วนสำคัญช่วยให้ชีวิตต่างๆ ของเราดีขึ้นได้อีกด้วย หากท่านกำลังสงสัยว่าการนั่งสมาธิจะช่วยให้ชีวิตของเราดีขึ้นได้อย่างไร เราขอนำเสนอข้อดีของการนั่งสมาธิเป็นประจำอย่างต่อไปนี้ การนั่งสมาธิ จะทำให้เกิดสมาธิ 1.สมาธิทำให้สุขภาพแข็งแรง มีการกล่าวกันว่าผู้ที่นั่งทำสมาธิอยู่เป็นประจำทุกวัน การทำสมาธิดังกล่าวจะมีส่วนสำคัญช่วยให้สมองได้ทำการพักผ่อนอย่างเต็มที่ เหตุผลก็เพราะไม่ว่าท่านจะนั่งยืน หรือเดิน หรือแม้ในขณะนอนหลับสมองมากมีจิตปรุงแต่งคิดเรื่องราวหลายอย่างไปทั่ว โดยเฉพาะคนที่สมาธิไม่ค่อยจะดี การนั่งสมาธิเป็นประจำจะช่วยให้สมองจดจ่อต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง และไม่คิดเรื่องราววุ่นวายมากมาย ทำให้สมองได้พักผ่อนคลายความตึงเครียดอีกครั้ง ว่ากันว่าการนั่งสมาธิเป็นประจำอย่างจะลดความเสี่ยงในการเกิดอาการอัลไซเมอร์ หรือความจำเสื่อมของผู้คนอีกด้วย 2.สมาธิทำให้สุขภาพจิตดีขึ้น การนั่งสมาธิเป็นประจำทุกวันหรือบ่อยครั้งนอกจากจะช่วยให้สมองได้รับการพักผ่อนเต็มที่แล้วยังช่วยในด้านสุขภาพจิตที่ดีโปร่งใส ไม่ตึงเครียดและช่วยเสริมสร้างสมาธิในการทำงานหรือการทำกิจกรรมต่างๆประจำวันของผู้ที่ทำการนั่งสมาธิจะเป็นประจำทุกวัน 3.สมาธิเสริมสร้างบุคลิกภาพ การนั่งสมาธิเป็นประจำทุกวัน แน่นอนว่าจะช่วยทำให้มีสมาธิในการทำเรื่องต่างๆ เมื่อคนเรามีสมาธิในการทำเรื่องแต่ละเรื่องบุคลิกท่าทางที่แสดงออกมาก็ย่อมนิ่งสงบเงียบขรึม สร้างความศรัทธาน่าเลื่อมใสให้กับผู้พบเห็น 4.สมาธิพร้อมรับทุกสถานการณ์ในชีวิต ในการใช้ชีวิตของคนเรานั้นย่อมมีเรื่องที่ดี และเรื่องที่ร้าย เข้ามาในชีวิต รวมทั้งเรื่องอะไรก็ตามที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อนการฝึกสมาธิเป็นประจำทุกวันจะทำให้มีสมาธิรู้สติยั้งคิดมากพบเจอเรื่องราวต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการพบเจออุบัติเหตุในระหว่างขับขี่รถยนต์ซึ่งผู้ที่นั่งสมาธิเป็นประจำย่อมมีสติและสมาธิในการแก้ไขปัญหาได้ดีกว่าผู้ที่ไม่ค่อยมีสมาธิ 5.สมาธิทำให้ควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้ดีมากขึ้น ใครหลายคนอนาคตทางสังคมหน้าที่การงานมักจบลงง่ายๆ ด้วยการขาดสติโมโหโกรธา หรือไม่รู้จักยังคิด เมื่อพบเจอเรื่องราวร้ายๆ ที่ตัวเองไม่พอใจ การนั่งสมาธิอยู่เป็นประจำทุกวันจะเสริมสร้างสติของคุณให้อยู่กับเนื้อกับตัวอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะพบเรื่องราวที่ชวนโมโหขนาดไหนก็ตามแต่สมาธิและสติที่คุณจะช่วยอีกคนกลับมาและผ่านเรื่องราวเหล่านั้นไปได้ 5 ข้อนี้ก็เป็นคนน่ารักประโยชน์ของการเจริญสมาธิเป็นประจำทุกวัน และหากพูดในแง่ถึงความเชื่อตามศาสนาแล้วการนั่งสมาธิเป็นประจำเนื่องถือเป็นการสร้างบุญกุศลอย่างหนึ่งให้แก่เรา ในเวลาที่เรานั่งสมาธิ ด้วยเหตุนี้เอง มานั่งสมาธิเป็นประจำทุกวันกันดีกว่าชีวิตจะได้แจ่มใส หาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากเว็บ สุขภาพดี …

5 แนวทางปรับแนวคิดชุบ จิตใจ ให้ผ่องใสผ่านวิกฤตโควิท-19

จิตใจ ไม่รู้ว่าทุกคนคิดเหมือนกันหรือเปล่าว่าปี 2020 นี้เป็นปีที่ดุรุนแรงต่อสภาพจิตใจและร่างกายเสียเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นภัยธรรมชาติ วิกฤตทางเศรษฐกิจ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งวิกฤตต่อเรื่องสุขภาพอย่างเจ้าไวรัสโควิท-19 ที่แพร่ระบาดมาตั้งแต่ปลายปีที่ 2019 และไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อใด ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของทุกๆ คนเป็นอย่างมาก แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้นการดำเนินชีวิตยังคงต้องเดินหน้าต่อไปอย่างไม่มีวันสิ้นสุด ดังนั้นเรื่องของสุขภาพจิตใจจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดเพราะช่วยส่งเสริมให้ร่างกายแข็งแรงตามไปด้วยได้ วันนี้เราจึงมานำเสนอแนวทาง 5 ข้อในการปรับแนวคิดเพื่อชุบจิตใจของเราให้ผ่องใสผ่านพ้นวิกฤตโควิท – 19 ไปพร้อมกัน จิตใจ ให้ผ่องใสผ่านวิกฤตโควิท-19 กับ 5 แนวทางช่วยได้ สติสัมพันธ์ถึงจิตใจ…ข่าวสารอัพเดทเกี่ยวกับโควิด– 19 นั้นมีการประกาศกันอยู่ทุกวัน เมื่อได้ฟังแล้วคุณมีความรู้สึกหรือคิดเห็นมันอย่างไร แน่นอนว่าบางคนถึงกับจิตตก ตื่นตระหนก ตื่นตูม ขณะที่บางคนตั้งสติและวิเคราะห์เหตุการณ์ หาทางอยู่กับมันและรับมือมันให้ได้ จะฟันธงให้ได้เลยว่าสำหรับคนที่ตั้งสติได้จะมีสุขภาพจิตที่ดีกว่าแน่นอน ซึ่งส่งผลให้ความรู้สึกผ่องใสตาม คิดจะทำอะไรชีวิตก็จะมีแต่ไม่ติดขัด จิตใจสงบค้นพบสิ่งใหม่…หลังจากที่ครองสติกันอยู่แล้ว เชื่อว่าหลายคนมองเริ่มมองเห็นสิ่งที่ต่างออกไปในชีวิตแล้ว อย่างเช่นหน้าที่การงานของเราคงหวังพึ่งรายได้ทางเดียวไม่ได้อีกต่อไป เพราะไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เราอาจจะถูกเลิกจ้างเหมือนที่ผ่านมาอีก ดังนั้นหลายคนจึงค้นพบตัวตนอีกแง่หนึ่งของตัวเองขึ้นมาได้อย่างเช่น การมีฝีมือทำอาหารจึงได้มีอาชีพเสริมเป็นแม่ค้าขายอาหารออนไลน์ไงล่ะ ติดตามข่าวสารอย่างมีสติ…ทุกวันนี้สังคมออนไลน์ช่างลื่นไหล จนบางครั้งก็ไหวตัวไม่ค่อยจะทัน การเสพข่าวสารหลายช่องทาง หรือบางทีก็มากเกินไปรังแต่จะเป็นการรบกวนจิตใจให้ฟุ้งซ่าน ดังนั้นสิ่งใดที่คิดว่าเป็นประโยชน์พาตัวเราให้มีชีวิตใหม่ที่สดใสได้ก็รับมา ขณะที่ข่าวใดหาสาระไม่ได้ก็จงปล่อยทิ้งไปอย่าเก็บมาเป็นเรื่องให้รกจิตใจจะดีกว่า ส่งต่อสิ่งดีๆ ให้แก่กัน…ถึงวิถีแบบ New Normal จะต้องเว้นระยะห่าง แต่ไม่ได้หมายความว่าการดูแลใส่ใจคนรอบข้างจะต้องห่างตามไปด้วย …

กินไฟเบอร์ ได้มากกว่าแค่หุ่นดี

    กินไฟเบอร์ หลายคนรู้ว่ากินไฟเบอร์ลดน้ำหนัก  ทำให้หุ่นดี  เป็นความจริงค่ะ  แต่เป็นความจริงไม่ถึงครึ่งเดียว  เนื่องจากไฟเบอร์มีดีกว่านั้นเพียบ!  อยากหุ่นดีแล้วยังได้ประโยชน์อีกมากมายจากไฟเบอร์  ตามมาทางนี้เลย! กินไฟเบอร์ ได้มากกว่าแค่หุ่นดี และสุขภาพดี ไฟเบอร์คืออะไร?      ไฟเบอร์  (fiber)  หรือเส้นใยอาหาร  หรือกากใยอาหาร  หรือเซลลูโลส  คือ  คาร์โบไฮเดรตประเภทหนึ่ง  ส่วนใหญ่ได้จากโครงสร้างของพืชซึ่งร่างกายเราไม่สามารถย่อยได้  มีทั้งหมด  2  ชนิดค่ะ      1.  ไฟเบอร์ชนิดที่ละลายน้ำได้       มีลักษณะเป็นเมือกลื่นๆ ซึ่งพบได้มากในถั่ว  ผลไม้  และข้าวโอ๊ต      2.  ไฟเบอร์ชนิดที่ไม่ละลายน้ำ  ซึ่งพบมากในผัก  ข้าวซ้อมมือ  และรำข้าว ประโยชน์ของไฟเบอร์ที่คุณอาจไม่รู้ –  ไฟเบอร์ลดน้ำหนักได้  (แต่ไม่ใช่ผู้ช่วยหลัก  เพราะการลดน้ำหนักต้องอาศัยปัจจัยอื่นด้วยอย่างการออกกำลัง)  เนื่องจากไฟเบอร์ช่วยลดการดูดซึมอาหารในระหว่างทางเดิน  เราจึงไม่ได้รับพลังงานจากอาหารทั้งหมด  นอกจากนี้ไฟเบอร์ยังพองตัวเบียดพื้นที่ในระบบทางเดินอาหารส่วนหนึ่ง  ทำให้เรากินอาหารได้น้อยลงแต่กลับอิ่มนานขึ้นค่ะ –  เนื่องจากไฟเบอร์แก้ท้องผูก  ไฟเบอร์ช่วยขับถ่าย  ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคริดสีดวงทวารและโรคมะเร็งลำไส้  จึงดีต่อผู้ที่มีปัญหาระบบขับถ่ายมาก –  ช่วยลดความดันโลหิต  จึงดีต่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด …

งาดำ กับการต้านกระดูพรุน

งาดำ สามารถต้านโรคกระดูกพรุน โรคกระดูกพรุนนับว่าเป็นภัยเงียบที่อันตรายมากอย่างหนึ่งที่คุกคามสุขภาพของเรา เพราะโรคกระดูกพรุนแสดงอาการน้อยมาก ส่วนใหญ่จะรู้เมื่อมีอาการเจ็บปวด หรือแตกหักได้ง่าย ๆ ในคนไข้บางรายกระดูกสามารหักได้ขณะที่ล้มเบาๆ หรือกระแทกเบา ๆ ได้ ซึ่งการเกิดโรคกระดูกพรุนนั้นเกิดจากการไดรับแคลเซียมที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย เพราะร่างกายของเรามีการดึงแคลเซียมในมวลกระดูกไปใช้ตลอดเวลา เพื่อการซ่อมแซม และการรักษาระดับแคลเซียมในเลือด หากไม่ได้รับอาหารแคลเซียมสูงไปเสริมก็ทำให้เกิดกระดูกพรุนได้ง่าย ๆ งาดำ คุณรู้หรือว่าสามารถต้านกระดูพรุนได้ งาดำ นับว่าเป็นพระเอกในการชะลอความเสื่อมของกระดูกเลยก็ว่าได้ เพราะงาดำเป็นธัญพืชที่มีคุณประโยชน์สูงมาก ตั้งแต่สารต้านอนุมูลออิสระที่ช่วยเรื่องการชะลอวัย และงาดำยังมีเซซามินสูง ช่วยลดไขมันในเลือดสูง ลดการเกิดโรคตับ โรคไตวายเรื้อรัง ไขมันในเส้นเลือด โรคที่เกี่ยวกับกล้ามเนื้อหัวใจ ลอดจนโรคข้อเสื่อม และกระดูกพรุนด้วย ทำไมงาดำจึงสามารถต้านกระดูกพรุนได้ งาดำแม่ว่าเป็นเพียงธัญพืชเมล็ดเล็กๆ แต่งาดำเป็นธัญกพืชที่มีนำมันเยอะมากกว่าพืชชนิดอื่น ๆ และที่น่าทึ่งไปกว่านั้นคืองาดำมีแคลเซียมสูงมาก หากเปรียบเทียบที่ปริมาณเท่ากัน งาดำ  100 กรัม และนมวัว 100 กรัม งาดำจะมีปริมาณแคลเซียมมากกว่านมวัวถึง 8 เท่าเลยทีเดียว ซึ่งตามหลักโภชนาการคนเราควรได้รับแคลเซียมวันละ 800 มิลลิกรัม นั่นหมายความว่างาดำเพียงช้อนเดียวก็เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายแล้ว ทำไมงาดำจึงมีผลกับการป้องกันกระดูกพรุนได้ดี นอกจากปริมาณแคลเซียมที่สูงกว่านมวัวแล้ว งามดำยังมีสารต้านอุมูลอิสระสูงมาก ซึ่งสารอนุมูลอิสระนี้เรียกให้ง่ายคือสิ่งที่ทำใก้เกิดความแก่ชรา และความเสื่อมถอยของร่างกายนั่นเอง …

ไวรัสตับอักเสบ แต่ละชนิดร้ายแรงแค่ไหน ?

ไวรัสตับอักเสบ (Hepatitis) คือ ภาวะที่เนื้อเยื่อของตับมีการอักเสบ และถูกทำลาย ส่งผลให้การทำงานของตับมีความผิดปกติ หรือไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ จนส่งผลให้ร่างกายเกิดการเจ็บป่วย และเกิดโรคแทรกซ้อนที่ตามมา ไวรัสตับอักเสบ แต่ละชนิดร้ายแรง รีบรักษา            โรคตับอักเสบ มีทั้งชนิดเฉียบพลัน และชนิดเรื้อรัง โดยสาเหตุและชนิดของโรคตับอักเสบ สาเหตุของการติดเชื้อมักแตกต่างกันออกไป แต่ชนิดที่น่าเป็นห่วงที่สุดของไวรัสตับอักเสบ คือ ไวรัสตับอักเสบชนิดเรื้อรัง ซึ่งสามารถเกิดโรคแทรกซ้อนที่ตามมาได้ คือ โรคตับแข็ง และโรคมะเร็งตับ              ไวรัสตับอักเสบ มีกี่ชนิด                    โรคไวรัสตับอักเสบ (Hepatitis) มีสาเหตุการติดเชื้อของแต่ละชนิดแตกต่างกันออกไป ชนิดของโรคไวรัสตับอักเสบจึงขึ้นอยู่กับว่ารับเชื้อมาจากทางไหน สามารถแบ่งเชื้อไวรัสตับอักเสบแบ่งออกเป็น 5 ชนิด คือ ชนิดเอ (Hepatitis A)           การติดต่อของเชื้อ : มาจากการรับประทานผัก ผลไม้ น้ำดื่ม หรืออาหารที่มีการปนเปื้อนของเชื้อโรค             ระยะเวลาในการเพาะเชื้อ : ประมาณ 2-4 สัปดาห์ โดยในเด็กจะไม่ค่อยแสดงอาการ    ส่วนในผู้ใหญ่จะมีการแสดงออกของเชื้ออย่างชัดเจน และเฉียบพลัน โดยเชื้อชนิดนี้จะมีการปนเปื้อนออกมาจากอุจจาระของผู้ป่วย …