ฉีดวัคซีน covid-19 ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้างเพื่อให้มีผลกระทบต่อสุขภาพน้อยที่สุด

ในปัจจุบันนี้ยังอยู่ในช่วง โรคระบาด covid-19 ในแต่ละที่ก็มีการ บริการการ ฉีดวัคซีน covid-19 ให้กับประชาชนโดยทั่วไปถ้าท่านเป็นคนหนึ่งที่จะต้องไปเข้ารับการฉีดวัคซีนซึ่งการฉีดวัคซีนนี้นั่นก็คือการได้รับเชื้อโรคในรูปที่พัฒนาเชื้อมาเป็นตัวยาเข้ามาในร่างกายเพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันดังนั้นการฉีดวัคซีนเข้ามาในระยะแรกอาจจะเกิดผลกระทบข้างเคียงบ้างดังนั้นเราจึงควรจะมีการเตรียมตัวก่อนไปฉีดวัคซีน covid อย่างไรบ้างเพื่อไม่ให้กระทบที่มีนั้นมีผลต่อสุขภาพมากเกินไปดังนี้ที่บทความ สุขภาพดี ก่อนวันได้ฉีดวัคซีนควรนอนพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อย 7-8 ชั่วโมง หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และเครื่องดื่มที่มีสารคาเฟอีนทุกประเภทและควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 1ลิตร ก่อนเข้ารับวัคซีนควรจะทำให้ร่างกายแข็งแรงนั่นก็คือไม่ควรจะมีไข้หรือมีหวัดหรือมีการเจ็บป่วยใดๆหากมีไข้ก่อนวันได้รับวัคซีนหรือมีอาการเจ็บป่วยใดก็ควรจะทำการแจ้งกับแพทย์ เลื่อนนัดไปวันที่หายไข้จะดีที่สุด งดออกกำลังกายหนัก 2 วันก่อนการได้รับวัคซีนและการรับวัคซีนก็ไม่ควรออกกำลังกายหนักต่อไปอีก 2 วัน ก่อนได้รับการฉีดวัคซีนควรแจ้งข้อมูล เกี่ยวกับสุขภาพให้แพทย์ทราบก่อนเช่นประวัติการแพ้ยาหรืออยู่ในขณะการตั้งครรภ์หรือกำลังวางแผนการต่างๆหรือข้อมูลอื่นๆที่แพทย์ควรทราบรวมถึงประวัติการฉีดวัคซีนอื่นก่อนได้รับการฉีดวัคซีน covid-19 ภายหลังการฉีดวัคซีนอาจจะมีความอ่อนเพลียมีไข้ต่ำปวดศีรษะคลื่นไส้ปวดแขนบริเวณแขนข้างที่ฉีด ปวดเมื่อยตามเนื้อตามตัวมีอาการปวดบวมแดงบริเวณที่ฉีดวัคซีน ถ้าพบว่ามีไข้หลังจากการฉีดวัคซีนควรรับประทานยาพาราเซตามอล 500 mg ครั้งละ 1 เม็ด 6 ชั่วโมงต่อ 1 ครั้ง หรือถ้ามีอาการผิดปกติใดๆควรพบแพทย์โดยด่วนๆ หากมีไข้ก่อนวันได้รับวัคซีนหรือมีอาการเจ็บป่วยใดก็ควรจะทำการแจ้งกับแพทย์ เลื่อนนัดไปวันที่หายไข้จะดีที่สุด             ซึ่งผู้ที่มีโรคประจำตัว7กลุ่มโรคเสี่ยงควรจะฉีดวัคซีน covid-19 ให้อย่างรวดเร็วที่สุดนั่นก็คือโรคทางเดินหายใจเรื้อรัง/ โรคหัวใจและหลอดเลือด / โรคไตวายเรื้อรัง /โรคหลอดเลือดสมอง / โรคอ้วน โรคมะเร็ง / และโรคเบาหวานถ้าผู้ใดที่มีโรคดังกล่าวเหล่านี้ควรเร่งทำการนัดเข้ารับการได้รับวัคซีนอย่างรวดเร็วที่สุด แม้ว่าการ …

ไวรัส RSV ปกป้องลูกน้อยของคุณจากโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ

เมื่อเร็วๆ นี้เรามักได้ยินข่าวที่สร้างความหวั่นใจให้กับบรรดาคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเล็กๆ กันอีกแล้วหลังจากที่เรื่อง COVID-19 คลี่คลายไปในระดับที่น่าพอใจนั่นคือการเกิดการแพร่ระบาดของ ไวรัส RSV ซึ่งไม่ใช่แค่ไวรัสไข้หวัดใหญ่ธรรมดาแต่ว่าส่งผลระบบทางเดินหายใจในระดับที่รุนแรงกว่านั้น ดังนั้นเรามาทำความรู้จักกับเจ้าไวรัส RSV กันเพื่อปกป้องลูกน้อยจากอาการเจ็บป่วยของโรคนี้กันเถอะ ติดตามต่อในบทความสุขภาพดี ไวรัส RSV (Respiratory Syncytial Virus) เป็นเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดอาการป่วยจากหวัดจนลุกลามเข้าไปติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจโดยเฉพาะเด็กเล็กๆ ที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกันโรคมากพอ โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญระบุไว้ว่าไวรัสชนิดนี้พบมากและเจริญเติบโตได้ดีในช่วงที่มีอากาศชื้นโดยเฉพาะในหน้าฝน สามารถติดต่อกันได้ง่ายเพียงแค่การสัมผัสกันอย่างใกล้ชิด หรือสัมผัสสารคัดหลั่งจากตาหรือจมูก หมายความว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ที่เป็นหวัดมาก่อนมีโอกาสเสี่ยงที่จะได้รับการแพร่เชื้อไวรัสชนิดนี้ได้มากขึ้น ซึ่งไวรัส RSVมีระยะฟักตัวราว 2 – 6 วัน สำหรับอาการของโรคจะแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มหลักๆ คือ ทางเดินหายใจส่วนต้นอักเสบ ทำให้มีอาการคล้ายเป็นไข้หวัด มีไข้ ไอ น้ำมูกไหลหรือคออักเสบ ทางเดินหายใจส่วนล่าง หรือหูชั้นกลางหรือหลอดลมฝอยอักเสบ ซึ่งมักจะพบในเด็กเล็กอายุน้อยกว่า 1 ปี กลุ่มอาการเสียชีวิตเฉียบพลันในทารก ซึ่งจะไม่ทราบสาเหตุการเสียชีวิตได้แค่สงสัยว่าเป็นไวรัส RSVร่วมด้วย           ซึ่งถ้าหากเป็นเพียงแค่หวัดธรรมดา อาการข้างต้นจะหายได้เองภายใน 5 – 7 วัน แต่สำหรับอาการที่เกิดจากไวรัสชนิดนี้จะทำให้เกิดการหอบเหนื่อย จนบางคนกลายเป็นปอดบวม …