ผลไม้ หากเลือกกินไม่ถูกกับร่างกายมีโอกาสที่จะต้องฟอกไตสูง

แม้ว่า ผลไม้ จะเป็นแหล่งรวมวิตามินต่างๆมากมายแต่สำหรับผู้ป่วยโรคไตบางคนที่มีค่าไตในระดับปานกลางจนถึงระดับสูงทานผลไม้บางประเภทจึงทำให้ได้รับสารอาหารบางอย่างจนเกินไปทำให้เกิดภาวะไตวายทำให้ต้องล้างไตตลอดชีวิตได้ดังนั้นจึงควรรู้ว่าผลไม้ประเภทไหนมีสารอาหารประเภทอะไรบ้างและควรหลีกเลี่ยงสำหรับผู้ป่วยโรคไต ผลไม้ ต้องห้ามที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคไตวาย มะเฟืองและถ้าเป็นมะเฟืองที่มี รสเปรี้ยว จะมีสารออกซาเลตสูงแล้วถ้ายิ่งรับประทานน้ำมะเฟืองเปรียบเสมือนว่าได้รับประทานมะเฟืองหลายๆลูกในปริมาณที่ค่อนข้างเยอะถ้าจะรับประทานมะเฟืองให้รับประทานเป็นชิ้นๆก็จะได้รับสารออกซาเลตในปริมาณที่ปกติต้องการได้รับสารดังกล่าวมากเกินไปจะไปกับตัวกับแคลเซียมในร่างกายและทำไปให้เป็นนิ่วในไตทำให้เกิดภาวะไตวายได้สูง สุขภาพดี เชอรี่เป็น ผลไม้ ชนิดหนึ่งที่มีสารแอนตี้ออกซิแดนท์สูงแต่ในทางกลับกันก็มีโปแตสเซียมสูงด้วยเช่นกันทำให้ผู้ป่วยที่เป็นโรคไตในระดับที่ 4 และที่ 5 รับประทานเข้าไปทำให้มีโอกาสเกิดภาวะไตวายได้สูงมากและนอกจากนี้ถ้าเผลอเคี้ยวเมล็ดของเชอรี่เข้าไปซึ่งมีสายประเภทไฮโดรเจนไซยาไนด์มีฤทธิ์ต่อระบบประสาทเช่นเวียนหัวเวียนหัวและอาเจียนนอกจากจะมีสารเหล่านี้ในเมล็ดเชอรี่แล้วยังมีในเมล็ดแอพพลิคอตแอปเปิลดังนั้นการรับประทานอาหารผลไม้ประเภทนี้จึงห้ามรับประทานเมล็ดเข้าไปในกระเพาะเด็ดขาดให้นำเมล็ดออกก่อนทุกครั้งและอย่าเผลอเคียวเมล็ดเด็ดขาด ลูกเนียงเป็นผักผลไม้ที่รับประทานกันบ่อยในภาคใต้ของไทยซึ่งในโลกเนียงนี้จะมีสารอาหารประเภทเจงโคลิกเป็นสารที่เกิดจากกรดอะมิโนที่มีกำมะถันสูงทำให้รับประทานถ้ารับประทานในปริมาณที่มากจนเกินไปจะทำให้เสี่ยงต่อการเป็นภาวะไตวายเฉียบพลันซึ่งตามสถิติแล้วการรับประทานลูกเนียงเกิดอาการไตวายได้ภายใน 2-14 ชั่วโมงซึ่งถือว่ารวดเร็วมากการลดสารจริงโครงเหล็กนั่นก็คือการนำมารับประทานควรนำลูกเนียงเป็นฝ่ายเป็นแผ่นบางๆและต้มในเบกกิ้งโซดาเพื่อทำให้สารเจงโคลิกนั้นเจือจาง ผลไม้ที่มีสีเหลืองหรือสีแดงส้มจัดเพราะเป็นผลไม้ที่ไม่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคไตเสื่อมระดับ 4-5สำหรับผู้ที่มีสุขภาพปกตินั้นควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสมเพราะเนื่องจากมีปริมาณน้ำตาลที่สูงอยู่แล้ว จะเห็นได้ว่าอาหารทุกอย่างนั้นถ้ารับประทานในปริมาณที่พอเพียงก็จะไม่เกิดพิษต่อร่างกายแน่นอนอีกทั้งควรจะรู้ว่าสุขภาพในร่างกายเราเป็นอย่างไรก็ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดภาวะเป็นพิษต่อร่างกายทำให้เสี่ยงต่อการไตวายและต้องล้างไตไปตลอดชีวิตซึ่งเป็นผลเสียต่อสุขภาพอย่างสูง Related Posts

แผลร้อนใน ด้วยตนเองรักษาได้ง่ายๆ ใช้เวลาไม่นานหายเป็นปลิดทิ้ง

หลายคนคงเคยประสบปัญหากับ แผลร้อนใน ที่ปาก ซึ่งเมื่อเกิดแผลบริเวณช่องปากแล้วจะทำให้รู้สึกถึงความทรมาน ไม่ว่าจะรับประทานอาหารได้ยาก พูดอ่ะอ้าปากได้ไม่มาก มีอาการปวดแสบปวดร้อนบริเวณช่องปาก ทำให้การดำรงชีวิตประจำวันเป็นไปได้ยาก บางท่านรับประทานอาหารไม่ได้เลยทำให้น้ำหนักลด ส่งผลให้เกิดความเครียด ทำให้สุขภาพร่างกายไม่ดีตามไปด้วย วันนี้เรามีวิธีรักษาแผลร้อนในด้วยตนเอง โดยที่ท่านไม่ต้องใช้วิธีที่ซับซ้อนในการรักษา รับรองว่าทำตามที่เราได้แนะนำไปแล้วอาการแผลร้อนในที่ปากของท่านจะหายอย่างแน่นอน เคล็ดลับรักษา แผลร้อนใน ที่ปาก รับประทานอาหารได้เป็นปกติทันที แผลร้อนใน ที่ปากเป็นปัญหาที่หลายคนต่างก็เคยพบเจอ บางท่านเมื่อเกิดอาการเหล่านี้ไม่ได้ทำการรักษาปล่อยให้หายเองตามปกติ แต่รู้หรือไม่ว่าแพ้ร้อนในที่ปาก มีวิธีการรักษาให้หายเร็วด้วยวิธีง่ายๆดังต่อไปนี้ที่เว็บ สุขภาพดี นำน้ำเกลือมาใช้แทนน้ำยาบ้วนปาก ทำทุก 2 ชั่วโมง และหลังจากรับประทานอาหารเสร็จแล้ว ไม่ควรใช้น้ำยาบ้วนปากที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ จะทำให้แผลร้อนในเกิดอาการกำเริบและมีอาการปวดตึง เปลี่ยนแปลงสีฟันมาใช้แปรงที่มีขนนุ่ม เพื่อลดการเสียดสีบริเวณที่เกิดแผล เมื่อแผลร้อนในของท่านมีขนาดใหญ่ จนไม่สามารถที่จะอ้าปากได้ หลีกเลี่ยงการใช้แปรงสีฟันให้ใช้ผ้าพันนิ้วมือเช็ดตามเหงือกและฟันแทน ไม่ควรรับประทานอาหารที่มีรสจัด เช่น รสเผ็ดจัด รสเค็มจัด รสเปรี้ยวจัด เพราะอาจจะไปทำให้เกิดการแสบและการระคายเคืองบริเวณแผล งดการสูบบุหรี่ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ หรือการเคี้ยวหมากพลูที่จะส่งผลให้เกิดการระคายเคืองที่ช่องปากที่เกิดแผล ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ เพราะแผลร้อนในอาจมีสาเหตุมาจากที่ท่านมักดื่มน้ำน้อยก็เป็นไปได้ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะนี่เป็นสาเหตุหลักของการเกิดแผลร้อนใน  หาแผลร้อนในของท่านใช้เวลานาน ทำตามวิธีที่เราได้แนะนำไปแล้วไม่ดีขึ้น แนะนำให้ไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษา หรือรับประทานยา สำหรับอาการแผลร้อนในที่เกิดขึ้นกับทุกคน สามารถนำวิธีการรักษาแผลร้อนในด้วยตนเองไปใช้ได้ง่ายๆ …

หลังกินข้าวเสร็จ กับการปฏิบัติตัวแบบผิดๆ ด้วยพฤติกรรมที่ไม่ควรทำ

คนส่วนใหญ่ปล่อยปละละเลยในเรื่องพฤติกรรมหลังการกินข้าวเสร็จใหม่ๆ ซึ่งสิ่งที่ไม่ควรทำหลังจากที่กินข้าวเสร็จนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะหากเราทำเป็นประจำอาจจะส่งผลต่อสุขภาพที่ไม่ดีได้ ด้วยท่าทาง พฤติกรรม กิจกรรมต่างๆที่เราได้ทำ อาจส่งผลให้เกิดสิ่งไม่ดีตามมากับร่างกายของเรา วันนี้เราจึงจะพาทุกท่านไปดูการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หลังกินข้าวเสร็จ พร้อมกับข้อห้ามที่ไม่ควรทำจะมีอะไรบ้างนั้นไปดูกันเลย ข้อห้าม หลังกินข้าวเสร็จ ที่เราไม่ควรทำ หลังกินข้าวเสร็จ หลายคนมักจะไปทำกิจกรรมต่างๆ ซึ่งบางกิจกรรมหลังกินข้าวเสร็จก็สามารถทำได้ แต่บางทีจะก็ก็ไม่สามารถที่จะทำได้ เพราะจะส่งผลให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ หรือเกิดผลเสียต่อสุขภาพตามมาภายหลังได้ จะมีข้อห้ามใดบ้างนั้นไปดูกันได้เลยดังต่อไปนี้ที่เว็บ สุขภาพดี หลังกินข้าวเสร็จใหม่ๆไม่ควรแปรงฟัน             หลังจากที่เรา รับประทานอาหาร เสร็จใหม่ๆ โดยเฉพาะอาหารที่มีรสเปรี้ยว ไม่ว่าจะเป็นยำ ส้มตำ หรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของมะนาว ไม่ควรที่จะแปรงฟันทันทีหลังจากรับประทานเสร็จ เพราะรสเปรี้ยวจะมีความเป็นกรดสูง หากเราไปแปรงฟันทันทีจะทำให้สารเคลือบฟันเกิดการสูญเสีย ควรปล่อยไว้สัก 15-20 นาที ค่อยไปทำการแปรงฟัน อาจจะใช้การบ้วนปากก่อนก็ได้ รับประทานอาหารเสร็จไม่ควรนอนราบ ข้อห้ามหลังจากรับประทานอาหารเสร็จคือไม่ควรที่จะนอนราบ หรือนอนลงไปในท่าทางต่างๆเพราะจะทำให้การย่อยอาหารช้าลง ส่งผลให้เกิดกรดไหลย้อนเกิดขึ้น ควรปฏิบัติด้วยการนั่งสักพักประมาณ 30 นาที ให้สามารถเอนหลังลงไปนอนได้ ไม่ควรออกกำลังกายทันทีหลังรับประทานอาหารเสร็จ หลังรับประทานอาหารเสร็จไม่ควรที่จะไปออกกำลังกายทันทีทันใด เพราะจะทำให้เกิดอาการจุกเสียดแน่นท้องได้ เนื่องจากอาหารที่เรารับประทานลงไปยังไม่ได้รับการย่อย อาจจะใช้วิธีการเดินช้าๆ หรือขยับกล้ามเนื้อไปมาเบาๆ เพื่อช่วยเผาผลาญอาหารที่รับประทานเข้าไปให้เร็วขึ้น ไม่ควรอาบน้ำทันทีหลังรับประทานอาหารเสร็จใหม่ๆ หลังกินข้าวเสร็จ …

อาหารรสจัด ทานแล้วอร่อยจนลืมไปเลยว่าเป็นการทำลายสุขภาพได้

อาหารไทยเป็น อาหารรสจัด แต่อร่อยถูกปากทั้งคนไทย และนักท่องเที่ยวต่างชาติมากๆ เพราะอาหารไทยเป็นอาหารที่มีการผสมผสานของ วัถุดิบ เครื่องสมุนไพร เครื่องปรุงต่างๆ มากมาย ทำให้อาหารมีรสชาติเข็มข้น จัดจ้าน กลมกล่อม ลงตัว ทานแล้วอร่อยจนลืมไปเลยว่าเป็นการทำลายสุขภาพลงทีละน้อย                 อาหารรสจัด ทำลายสุขภาพ ได้อย่างไร                                   จะเห็นได้ว่าในปัจจุบันคนไทยเจ็บป่วยด้วยนิสัยการชอบทานรสจัด ทั้งเปรี้ยวจัด หวานจัด เค็มจัด เผ็ดจัด ล้วนเป็น อาหารรสจัด ที่ทำลายสุขภาพ และปัจจุบันยังมีเทรนด์ที่ทานในปริมาณมากๆ ทานบ่อยๆ ทานตามเหล่าคนดัง ที่ชอบรีวิว ทำให้คนที่ทานมากๆ ทานติดต่อกันเป็นเวลานานๆ ต้องป่วยด้วยโรคร้ายแรงเป็นจำนวนมาก สุขภาพดี                                 รสเปรี้ยวจัด อาจจะทำให้ท้องเสีย เป็นกรดในกระเพาะอาหารเป็นแผลอักเสบ กรดไหลย้อน และยังส่งผลให้กระดูกผุได้ง่ายๆ อีกด้วย                                 รสหวานจัด คนไทยหลายๆ คนติดรสชาติหวาน ทานเข้าไปมากๆ ทำให้อ้วน เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย แก่เร็ว หรืออาจจะเป็นเบาหวาน โรคยอดฮิตของคนไทยได้เลย                 …

รังสี UV ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่ามีอาหารที่สามารถต้าน รังสี UV ได้ แต่จะคืออะไรนั่นไปดูกัน

สำหรับชาวญี่ปุ่นแล้ว ขึ้นชื่อได้ว่าเป็นประเทศที่มีประชากรสูงวัยอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งเราอาจตั้งข้อสังเกตได้ว่า ผู้ที่สามารถมีอายุยืนยาวได้ในประเทศญี่ปุ่นนั้น อาจมีผลเกิดขึ้นจากสภาพภูมิอากาศที่ดี และการออกกำลังกายอย่างเสมอ และสิ่งสำคัญที่คนญี่ปุ่นนั้น จะให้ความเอาใจใส่ดูแลกันเป็นพิเศษนั่นก็คือ รูปแบบของอาหารการกิน เราจะพบว่าประเทศญี่ปุ่นนั้น จะมีสภาพอากาศที่หลากหลายรูปแบบ ไม่ใช่ว่าจะมีอากาศที่หนาวเย็น หรือมีหิมะแต่เพียงเท่านั้น ประเทศญี่ปุ่นยังจะมีภูมิอากาศที่มีแดดแรง ในช่วงหน้าร้อน จึงก่อให้เกิดปัญหาของผู้ที่มีอาการเป็นลมแดด หรือผิวหนังผิวหนัง มีอาการอักเสบไม่ว่าจะเป็นการเกิดฝ้า การเป็นกระผิวหนังแสบไม่หยาบกร้าน คนญี่ปุ่นจึงมีความเชื่อในเรื่องของการทานอาหารต้าน รังสี UV ซึ่งจะเป็นการรับวิตามิน ที่ส่งผ่านจากภายในออกมาสู่ภายนอก ทางผิวพรรณผิวหนัง สารอาหาร จากความเชื่อของชาวญี่ปุ่น ที่ช่วยทนทานต่อ รังสี UV หากเราได้มีการรับแสงแดด หรือมีการรับรังสี UVจะส่งผลให้กระบวนการในร่างกายของเรา สร้างออกซิเจนในรูปแบบของ active oxygen ซึ่งจะเป็นลักษณะของ สารอนุมูลอิสระ สารในชนิดนี้จะไม่ส่งผลดีต่อร่างกายของเรา เพราะจะเป็นตัวกระตุ้นให้ร่างกายของเรามีการสังเคราะห์เมลานิน ที่จะเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดฝ้า และรอยกระต่าง ๆ ขึ้นมาได้นั่นเองอีก ทั้งตัวของสารในขณะนี้ ยังมีส่วนในการลดกระบวนการสร้างคอลลาเจน ทำให้ผิวหนังของผู้ที่ประสบปัญหามีความเหี่ยวย่น มีความหย่อนคล้อย เพื่อที่เราจะต้องการป้องกัน active oxygen ในส่วนนี้ จึงจะต้องมีการรับประทานสารอาหารที่ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระดังคำแนะนำดังต่อไปนี้ สุขภาพดี วิตามินเอ …

มะเฟือง ผลไม้มีพิษสำหรับผู้ที่เป็นโรคไตจริงหรือไม่วันนี้จะได้รู้กัน

มะเฟือง คือผลไม้ประเภทหนึ่งที่มีรสเปรี้ยวอมหวานที่มีราคาไม่แพงรวมรวมถึงยังมีสารอาหารมากมายแต่ในสารอาหารมากมายนี้ยังมีสารอาหารที่มีพิษแฝงอยู่นั่นก็คือสารอ็อกซาลิกหรือซึ่งมีในปริมาณสูงพอสมควรซึ่งส่งผลต่อผู้ป่วยโรคไตที่ได้รับการฟอกไตอยู่เพราะการทาน มะเฟือง ในสำหรับผู้ป่วยโรคไตก็จะทำให้มีอาการหนักมากกว่าเดิมเพราะการได้รับสารอ็อกซาลิกเข้าไปในปริมาณมากก็เพิ่มโอกาสในอาการเป็นนิ่วในทางเดินปัสสาวะหรือยังทำให้ไตวายเฉียบพลันดังนั้นผู้ที่เป็นโรคไต จึงควรหลีกเลี่ยงในการรับประทานมะเฟืองเป็นอย่างยิ่ง สุขภาพที่ดี อีกทั้งผู้ที่อยู่ในภาวะการขาดน้ำเนื่องจากอาการท้องเสียท้องร่วงและทำงานหนักจาก การออกกำลังกาย หรือสูญเสียเหงื่อในปริมาณมากๆหากรับประทานและปริมาณ ที่มากกว่า 1 ผล ก็จะทำให้เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคไตวาย เสียงต่อภาวะไตวายเฉียบพลัน ได้เช่นกัน รวมถึงผู้ที่ทานยาลดไขมันหรือยาลดความเครียดบางชนิดอยู่จึงจึงไม่ควรรับประทานมากเปลืองเพราะว่าเปลืองจะเข้าไปต่อต้านการทำงานของยาประเภทนั้น การรับประทาน มะเฟือง นั้นควรรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะ เพราะว่ามีสารออกซาเลตอยู่ในปริมาณสูงดังนั้นจึงควรรับประทานที่เป็นผลมากกว่าสิ่งที่ไม่สมควรทำในการรับประทานมะเฟืองแล้วก็คือการคั้นน้ำมะเฟืองออกมาสดๆและดื่มเป็นแก้วจะทำให้รับสารออกซาเลตมากเกินความจำเป็นซึ่งเป็นสารก่ออันตรายต่อไตโดยตรง แม้ว่าในน้ำมะเฟืองนี้จะมีปริมาณสารอาหารประเภทวิตามินเอวิตามินบี 1 แคลเซียม  ธาตุเหล็กและฟอสฟอรัสที่เป็นอาหาร ที่จำเป็นต่อร่างกายแต่ทางนี้ยังมีสารพิษอย่างอ็อกซาลิกในปริมาณสูงดังนั้น การรับประทานน้ำมะเฟืองจึงไม่สมควรอย่างยิ่งในในภาวะผู้ป่วยที่เป็นโรคไตรวมถึงคนที่มีร่างกายปกติก็ควรรับประทานมะเฟืองในปริมาณที่พอเหมาะ ซึ่งในภาวะคนปกติสามารถรับประทานมะเฟืองได้แต่สำหรับผู้ที่เป็นโรคไตในระยะไตเรื้อรังหรือระยะไตเริ่มแรกไม่ควรรับประทานมะเฟืองเป็นอย่างยิ่ง มีกับงานวิจัยออกมารองรับอย่างชัดเจนมะเฟืองขนาด 100 กรัมจะมีค่าออกซาเลตในปริมาณ 10 ถึง 5,000 มิลลิกรัมขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของมะเฟืองแต่ละชนิดใดมีการวิจัยมาจากนพ.​มล.​ชาครีย์และดร. ปรัญรัชต์​ อาจารย์สถาบันโภชนาการมหาวิทยาลัยมหิดลระบุว่าอันตรายของมะเฟืองนั้นขึ้นอยู่เป็นการดีมากกว่าซึ่งจะส่งผลต่อผู้ที่มีปัญหาโรคไตหนักมากซึ่งคนปกติทั่วไปที่ไม่ได้กินในปริมาณที่ไม่มากเกินไปก็จะไม่มีปัญหาอะไร ดังนั้นมะเฟืองเป็นผลไม้ที่ทานได้สำหรับผู้ที่มีสภาวะร่างกายและค่าไตปกติซึ่งไม่สมควรทานอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีค่าไตสูงผิดปกติรวมถึงผู้ที่มีโรคไตเรื้อรังเพราะจะทำให้เกิ อันตรายและทำให้เกิดภาวะไตวายเฉียบพลันได้อีกทั้งมีงานวิจัยรับรองดังนั้นการทานมะเฟืองนี้ควรรับประทานอย่างพอเหมาะและไม่ควรรับประทานมะเฟืองแบบคั้นน้ำมาดื่มเป็นแก้วควรเลือกทานเป็นผลได้จะดีกว่าจะทำจะได้รับทั้งสารอาหารและไฟเบอร์ ติดตามเรื่องราวของเกมที่แอดอยากจะนำเสนอในวันนี้ที่เว็บไซต์ slot pp เพราะมีเกมที่ทันสมัยมากมายด้วยเอฟเฟ็กและกราฟฟิกที่สวยงาม

น้ำผึ้ง สมุนไพร รสดี กินง่าย ทำง่าย ได้ประโยชน์สามารถกินเป็นอาหารที่แทนยาได้เลย

น้ำผึ้ง คือสุดยอดสมุนไพรจากสัตว์ที่มีมานาน คนโบราณนิยมนำ น้ำผึ้ง มาปรุงเป็นยา เพื่อบรรเทาอาการต่างๆ มากมาย เพราะนอกจากน้ำผึ้งจะมีสรรพคุณทางยาแล้ว ก็ยังมีรสชาติหอมหวาน ช่วยกลบกลิ่นสมุนไพรขมๆ ฉุนๆ ได้ดี ทั้งยังมีความข้นหนืดจึงผสมกับส่วนผสมอื่นๆ ได้ดี ทำให้กินง่าย และสามารถกินเป็นอาหารเพื่อสุขภาพที่แทนยาได้เลย ติดตามต่อในบทความสุขภาพดี ตำรับยาน้ำผึ้งทำน้ำกระสาย น้ำผึ้งนั้นมักนิยมผสมในยาเนื่องจากน้ำผึ้งมีสรรพคุณบำรุงร่างกาย มีความเหนียวข้น เป็นน้ำกระสายยาที่ดี (น้ำกระสายคือตัวช่วยที่ทำให้ตัวยาออกฤทธิ์ได้เร็วขึ้น) และยังมีรสหวานที่ช่วยให้กินยาได้ง่ายมากขึ้น ดังนั้นถ้าตัวยาใดมีความขมมากๆ คุณก็สามารถผสมน้ำผึ้งเข้าไปได้ แต่ทั้งนี้ต้องปรึกษาแพทย์แผนโบราณก่อนว่าน้ำผึ้งไม่ไปตีกับตัวยาชนิดนั้นๆ ด้วย ตำรับยาน้ำผึ้งบรรเทาอาการเจ็บคอ น้ำผึ้งนั้นมีรสชาติหวาน มีสรรพคุณทำให้ชุ่มคอ เมื่อนำไปผสมกับสมุนไพรอื่นๆ ก็ช่วยให้อาการเจ็บคอ มีเสมหะ ค่อยๆ บรรเทาลงได้ โดยเฉพาะการนำน้ำผึ้งไปผสมกับน้ำผลไม้รสเปรี้ยวๆ เหล่านี้ และเติมเกลือลงไปหน่อย ก็จะช่วยลดอาการเจ็บคอได้ดีเยี่ยม เช่น น้ำมะนาว น้ำมะขามป้อม น้ำมะขามเจือจาง น้ำมะเฟือง น้ำมะกรูด น้ำมะยม น้ำสับปะรด น้ำตะลิงปลิง น้ำส้มเขียวหวาน น้ำส้มจี๊ด ตำรับยา น้ำผึ้ง บรรเทาอาการหลอดลมอักเสบ สำหรับคนที่มีอาการหลอดลมอักเสบก็สามารถแก้ได้ง่ายๆ ด้วยสูตรนี้ …

ส้ม ไม่ได้มีดีแค่วิตามินซีและยังนำมาประกอบอาหารได้อีกด้วย

เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่า ส้ม มีวิตามินซีสูงช่วยป้องกันโรคไข้เจ็บ อย่างไข้หวัด และ ส้ม ยังเป็นผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวหวานรับประทานแล้วรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า  อีกทั้งส้มยังเป็นแหล่งรวมวิตามินและแร่ธาตุอีกมากมาย เช่น วิตามินเอที่ช่วยบำรุงสายตาและผิวพรรณ  แคลเซียมบำรุงกระดูก และกากใยที่ช่วยในเรื่องระบบขับถ่าย เป็นต้น  นอกจากนี้ผลส้มยังสามารถนำมาประกอบเป็นอาหารได้ทั้งอาหารคาวและอาหารหวานได้อีกหลากหลายเมนู  แล้วผลส้มนำมาปรุงเป็นอาหารอะไรได้บ้างตามมาดูกันเลยในบทความสุขภาพดี เมนูอาหารแรก ได้แก่ สเต็กไก่ซอสส้มที่เข้ากันอย่างลงตัวเป็นเมนูอาหารที่อร่อยกลมกล่อม ได้รสชาติเปรี้ยวหวานจากผลส้มที่นำมาปรุงเป็นซอสรับประทานคู่กับอกไก่หมักเนื้อนุ่มที่ย่างมาเป็นอย่างดี  บอกได้คำเดียวว่าเมนูนี้ฟินเว่อร์ เมนูถัดมา คือ สลัดผักและผลไม้  ความฉ่ำของเนื้อส้มที่กัดเข้าไปจะมีน้ำส้มรสชาติอมเปรี้ยวอมหวานที่ช่วยเพิ่มรสชาติให้สลัดผักและผลไม้อร่อยมากยิ่งขึ้นแถมยังเป็นเมนูอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพของคุณอีกด้วย การรับประทานผลส้มในสลัดคุณไม่ควรลอกเส้นใยส้มออก คุณควรรับประทานทั้งเส้นใยส้มเพื่อเป็นผลดีต่อระบบขับถ่ายของคุณให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ส้ม รสชาติอมเปรี้ยวอมหวานที่ช่วยเพิ่มรสชาติให้สลัดผัก สายหวานทั้งหลายต้องชอบเมนูอาหารหวานนี้อย่างแน่นอน ได้แก่ เค้กส้ม หรือเค้กหน้านิ่มรสส้มที่รับประทานสักกี่ชิ้นก็ไม่เลี่ยนมีแต่ความอร่อยสดชื่นจุใจ และตอนนี้เค้กส้มยูสุสไตล์ญี่ปุ่นกำลังเป็นที่นิยมอย่างมาก ส้มยูสุญี่ปุ่นยังนำมาทำเครื่องดื่มเช่น กาแฟส้มยูสุ ได้อีกด้วย นำมารับประทานกับเค้กส้มยิ่งเพิ่มรสชาติอร่อยเข้าไปอีก คุณเคยลองหรือยังคะ นอกจากนี้ผลส้มยังถือเป็นผลไม้มงคลที่ยกให้ว่าเป็นผลไม้แห่งความร่ำรวยรุ่งเรืองตามความเชื่อของวัฒนธรรมชาวจีน เราจะเห็นผลส้มมากมายในเทศกาลตรุษจีน  หรือบางบ้านก็จะวางผลส้มไว้ในถาดและตั้งไว้ที่โต๊ะอาหารหรือในห้องครัวเพราะมีความเชื่อกันว่าจะทำให้บ้านมีความอุดมสมบูรณ์และเงินทองไหลมาเทมา

5 ผลไม้ดี ๆ ที่เพิ่มความสดใสให้กับ ผลไม้บำรุงดวงตา

ผลไม้บำรุงดวงตา สำหรับใครที่มีอาการเมื่อยล้าที่ดวงตา ตาดูพร่า ไม่สดใส ดูหมอง ๆ ซึ่งเกิดจากการใช้สายตาเยอะจนเกินไป ไม่จำเป็นแค่เพียงจ้องหน้าจอเป็นเวลานาน แต่อาจจะอ่านหนังสือหนักไปก็ทำให้ตาพร่าได้เช่นกัน ดังนั้นเราต้องใส่ใจและบำรุงดวงตาของเราอยู่เสมอด้วยการทานของที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพดวงตา ซึ่งหนึ่งในของที่มีประโยชน์ต่อดวงตาของเราก็มีผลไม้ด้วย ผลไม้บำรุงสายตานั้นมีชนิดใดบ้างไปดูกัน ส้ม                 ผลไม้รสชาติอร่อยที่หาทานได้ตลอด ราคาที่ไม่แพง คนไทยนิยมทานเป็นน้ำแต่ความจริงแล้วควรจะกินเป็นผลมากกว่า ซึ่งในส้มจะมีแคลเซียม โพแทสเซียม และแร่ธาตุอีกหลายชนิด รวมถึงมีวิตามินซี เบต้าแคโรทีน และวิตามินบี ที่เป็นส่วนสำคัญในการปกป้องดวงตา ทำให้ลดอาการเมื่อยล้า เพิ่มความสดใสให้กับดวงตาและเพิ่มความสดชื่นให้กับร่างกายอีกด้วย กีวี่ ผลไม้ลูกเล็ก ๆ สีเขียวที่มีรสเปรี้ยว แต่ประโยชน์ของมันมีมากล้น เพราะเต็มไปด้วยสารต้านสารอนุมูลอิสระ และยังบำรุงร่างกายช่วยชะลอวัย มีระดับซีแซนทีนและสารลูทีนที่สูงมีประโยชน์และมีส่วนช่วยป้องกันดวงตาจากแสงยูวี ลดความเสี่ยงต่อโรคตาหลายประเภท เช่น โรคจอประสาทตาเสื่อม ลดการเป็นเสี่ยงการเป็นต้อกระจก โรคจุดรับภาพเสื่อม รวมถึงลดอาการตาฟางได้ เบอร์รี่                 เป็นผลไม้ที่มีวิตามินที่มีประโยชน์ช่วยบำรุงสายตา คนส่วนใหญ่แนะนำให้กินพวกนี้จะดีต่อกับตามาก ๆ ซึ่งเป็นความจริง เพราะเบอร์รี่พวกนี้มีส่วนช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ทำให้ดวงตากลับมาสดใส ลดอาการล้า ซึ่งจะมีวิตามินซี วิตามินเอ เบต้าแคโรทีน และสารลูทีน ช่วยปกป้องไม่ให้เซลล์ดวงตาถูกทำลาย ช่วยลดความเสื่อมของกระจกตา …

กินให้พอดี แล้วสุขภาพของเราจะดีตาม

กินให้พอดี ในชีวิตการรับประทานอาหารของพวกเราก็คงหนีไม่พ้นเครื่องปรุงต่าง ๆ ที่จะเพิ่มรสชาติให้กับอาหารที่เรารับประทานให้อร่อยมากยิ่งขึ้นไม่ว่าจะเป็นพริก น้ำส้มสายชู น้ำตาล หรือ น้ำปลา ที่เราจะเห็นตามร้านอาหารต่าง ๆ ซึ่งลักษณะนิสัยของคนส่วนใหญ่ก็จะเป็นการปรุงอาหารเหล่านั้นด้วยเครื่องปรุงก่อนที่จะรับประทาน แต่ก็มีผู้คนหลายคนที่ชิมก่อนที่จะปรุงเครื่องปรุงต่างๆลงไปในอาหาร แต่เชื่อหรือไม่ว่าการที่เรารับประทานอาหารต่าง ๆ โดยที่เราปรุงอาหารเหล่านั้นเป็นประจำแล้วปรุงอาหารในรสชาติจัดจ้านก็จะทำให้ร่างกายเราได้รับผลเสียเช่นกันนะครับ เราต้องเลือกรับประทานอาหารโดยที่ปรุงรสชาติให้มีความสมดุลกันไม่ให้มากจนเกินไป เพราะถ้าหากเราปรุงเค็มมากจนเกินไปและระบบไหลเวียนเลือดของเราจะติดขัด ทำให้เลือดของเราไม่สามารถไหลเวียนได้อย่างสะดวกซึ่งนั่นจะเป็นผลเสียต่อระบบไหลเวียนโลหิตของเรา และถ้าหากเรารับประทานอาหารเผ็ดมากเกินไปมันก็จะทำให้เส้นเอ็นตามส่วนต่างๆของร่างกายตึง เล็บแห้ง และ เปราะ ถ้าหากใครรู้สึกว่าปวดเมื่อยตามเนื้อตามตัวและร่างกายตึงไปหมดเลยก็ลองลดการรับประทานอาหารที่มีรสเผ็ดจัดก็อาจจะช่วยได้นะครับ ในอาหารที่มีรสขมมาก จะทำให้ผิวของเรานั้นแห้งและหมองคล้ำ รวมถึงเส้นหลุดร่วงได้ง่าย  8 การกินอาหารรสขมนั้นก็คงไม่ใช่ทุกคนที่ชอบเพราะว่าอาหารรสขมนั้นเป็นรสชาติที่ควรรับประทานน้อยแต่การกินรสขมอย่างพอดีนั้นก็เป็นสิ่งที่จำเป็นเหมือนกันบางครั้งในการปรุงอาหารที่ใช้มะระเป็นวัตถุดิบหลักเราก็ควรทำให้มะระของเรามีรสชาติที่ไม่ขมมากเกินไปเพื่อให้ดีต่อสุขภาพของเรา นอกจากรสขมแล้วรสเปรี้ยวก็ไม่ควรกินมากจนเกินไปเพราะว่าจะทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่นได้เร็ว ถ้าใครรู้สึกผิวหนังเหี่ยวย่นและไม่อยากดูแก่กว่าวัยอันควรก็ควรลดอาหารที่มีรสชาติเปรี้ยวนะครับ สุดท้ายก็คงหนีไม่พ้นรสชาติหวานที่เป็นรสชาติที่ทุกคนนั้นชอบรับประทานเพราะว่ามีรสชาติที่อร่อย การรับประทานอาหารหวานมากจนเกินไปจะทำให้เราปวดเมื่อยตามกระดูกและข้อรวมถึงผมร่วงนอกจากอาการดังกล่าวแล้วอาจจะทำให้เราเป็นโรคเบาหวานได้ด้วยรวมถึงโรคอ้วน ดังนั้นการรับประทานอาหารที่มีรสชาติที่สมดุลไม่จัดจ้านไปที่รสชาติใดรสชาติหนึ่งก็ถือเป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้ร่างกายของเรามีสุขภาพที่ดีนะครับ  หาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากเว็บ สุขภาพดี บทความและข่าวสารอื่นๆ